
25 ตุลาคม 2551
สถานการณ์การค้าซากเสือในพม่า
วิมุติ วสะหลาย
โครงการแทรฟฟิก ได้เปิดเผยรายงานฉบับหนึ่ง ที่ตีแผ่การค้าขายซากสัตว์ป่าจำพวกเสือและแมวในประเทศพม่าที่มีอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย จนน่าเป็นห่วงว่าสัตว์หายากเหล่านี้จะหมดไปจากประเทศในไม่ช้า
รายงานนี้อาศัยข้อมูลจากการสำรวจตลาด 12 ครั้งในช่วงเวลา 15 ปีที่ผ่านมา พบหนังของสัตว์ตระกูลเสือและแมวจำนวน 1,320 ผืน จากจำนวนสัตว์ไม่น้อยกว่า 1,158 ตัว ซึ่งมีจำนวนชนิดครบทั้ง 8 ชนิดที่พบในประเทศพม่า ในจำนวนนี้ เฉพาะหนังเสือโคร่งก็มีถึง 107 ผืน
"จำนวนเกือบพันสองร้อยตัวนี้อาจดูมาก แต่ความจริงตัวเลขนี้อาจเป็นเพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น" คริส เชเพิร์ด ผู้ประสานงานโครงการแทรฟฟิกประจำสำนักงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว
"ที่นี่อวัยวะเสือและแมวป่าวางขายกันอย่างเปิดเผย และผู้ขายก็พูดถึงการละเมิดกฎหมายได้อย่างตรงไปตรงมา นี่แสดงถึงความด้อยประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายอย่างมาก
 หนังเสือโคร่งผืนนี้วางขายในตลาดท่าขี้เหล็กใกล้พรมแดนไทย (ภาพจาก Chris R. Shepherd / TRAFFIC) |
ลูกค้าหลักของที่นี่คือคนจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีน และไทย ราคาที่ติดต่อซื้อขายกันก็ระบุกันเป็นเงินหยวนจีน เงินบาทไทย และดอลลาร์สหรัฐ
"เรื่องนี้กฎหมายของพม่าจะรีรอต่อไปไม่ได้แล้ว" ดร.ซูซาน ลิเบอร์แมน ผู้อำนวยการโครงการสปีซีส์กองทุนสัตว์ป่าโลกกล่าว
ในประเทศพม่ามีสัตว์จำพวกเสือและแมวแปดชนิด ได้แก่เสือโคร่ง เสือดาว เสือลายเมฆ แมวลายหินอ่อน เสือไฟ เสือปลา แมวดาว และแมวป่า แต่กฎหมายของพม่าคุ้มครองเพียงห้าชนิด และทั้งห้าชนิดนี้ก็อยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ของไซเตส หรืออนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ซึ่งห้ามการค้าขายระหว่างประเทศโดยเด็ดขาด และพม่าก็เป็นสมาชิกของไซเตสมาตั้งแต่ปี 2540
นอกจากนี้พม่ายังเป็นสมาชิกของเอเชียน-เวน (ASEAN Wildlife Enforcement Network -- ASEAN-WEN) ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือในการหยุดยั้งการค้าขายสัตว์ป่าข้ามแดนในภูมิภาคอีกด้วย
 หนังแมวดาววางขายปะปนกับซากสัตว์ป่าชนิดอื่นใน มองลา (ภาพจาก Chris R. Shepherd / TRAFFIC) |
รายงานฉบับดังกล่าวได้ให้คำแนะนำว่า หากพม่าต้องการให้ขุมทรัพย์ทางธรรมชาติคงอยู่คู่แผ่นดินต่อไป ทางการพม่าจะต้องหยุดยั้งการค้าประเภทนี้ให้ได้ การบ้านที่รัฐบาลพม่าจะต้องทำก็คือ ต้องเคร่งครัดในการบังคับใช้กฎหมาย ต้องมีการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและจีน เจ้าหน้าที่ในสนามบินและด่านเข้าออกประเทศต้องมีความพรักพร้อมตื่นตัวในการป้องกันการขนย้ายสัตว์ป่าและซาก เจ้าหน้าที่เหล่านี้ต้องฝึกฝนสามารถแยกแยะชนิดสัตว์และอวัยวะสัตว์ได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ องค์กรเอกชนต้องหมั่นสอดส่องดูแลตลาดอยู่เสมอเพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ของภาครัฐด้วย
สุดท้ายคือพม่าเอง ในฐานะที่เป็นสมาชิกของไซเตส ต้องปรับปรุงตัวบทกฎหมายให้สอดคล้องกับสนธิสัญญาไซเตสและก็ต้องบังคับใช้อย่างจริงจังด้วย
โครงการแทรฟฟิก เป็นเครือข่ายระหว่างประเทศเพื่อเฝ้าระวังการการค้าค้าสัตว์ป่า เป็นการร่วมมือระหว่างกองทุนสัตว์ป่าโลก (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ) และสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (ไอยูซีเอ็น)
ที่มา
อ่านเพิ่มเติม
|