
31 ธันวาคม 2550
สารพัดข่าวโลกร้อนแห่ง ปี 2550
ชุติมา นุ่นมัน (aae_ok@yahoo.com)
โลกเร่าร้อน น้ำแข็งขั้วโลกหลอมละลาย
กระแสข่าวโลกร้อน มาแรงแซงโค้งข่าวอื่นใดในบรรดาข่าวสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่กลางปีที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งสหรัฐอเมริกา(นาซา) ออกแถลงการณ์การตรวจวัดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นตัวการหลักในการทำให้เกิดปัญหาโลกร้อนในชั้นบรรยากาศโลกว่าขณะนี้ถึงขั้นสูงสุด คือวัดได้ 383 ส่วนในล้านส่วน ยังไม่นับรวมถึงปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ระหว่างการเดินทางถึงชั้นบรรยากาศว่ามีปริมาณเท่าไร ทั้งนี้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าวอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นาน 50-200 ปี
นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกคาดการณ์กันว่า อีกไม่ถึง 3 ปี จะเกิน 400 ส่วนในล้านส่วนแน่นอน และเมื่อใดที่เกิน 450 ส่วนในล้านส่วน อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นอีก 2 องศา เซลเซียส เมื่อนั้นอัตราความเร็วของการละลายน้ำแข็งขั้วโลกก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย
โลกร้อนก่อคลื่นน้ำเย็น
ข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องปรากฏการณ์โลกร้อนที่สะเทือนวงการสิ่งแวดล้อมอีกเรื่องคือ ปรากฏการณ์คลื่นน้ำเย็นที่ไหลเข้ามาในน่านทะเลไทย โดยกระแสคลื่นน้ำเย็นนี้มีต้นกำเนิดจากหมู่เกาะนิโคบา ทั้งนี้ปกติแล้วอุณหภูมิในทะเลอันดามันจะอยู่ที่ 26 องศาเซลเซียส แต่บางช่วงกลับวัดได้เพียง 15 องศาเซลเซียสเท่านั้น กระแสคลื่นน้ำเย็นนี้จะเข้ามาเป็นช่วงๆครั้งละประมาณ 15 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดต่ำลงด้วยเป็นสาเหตุให้ปะการังอ่อนและสัตว์น้ำช็อคตาย
โลกร้อน ระวัง !! อย่ามีลูก !!
อีกข่าวที่เหมือนจะเป็นเรื่องตลก แต่อ่านดีๆ อาจจะหัวเราะไม่ออก เมื่อ ดร.จิรพล สินธุนาวา นักวิชาการสิ่งแวดล้อม จากคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ออกมาเตือนคนไทยว่า ใครที่ แต่งงานแล้ว หากยังไม่มีลูกก็ไม่ควรมี เพราะอีก 5-7 ป ีข้างหน้าผลกระทบที่เกิดจากภาวะโลกร้อนจะชัดเจนกว่านี้ เด็กๆ ที่เกิดมาจะมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก ต้องผจญกับโรคภัยไข้เจ็บจากเชื้อโรคทั้งชนิดใหม่ และชนิดเก่าที่แข็งแรงมากขึ้น ทั้งนี้อย่าตั้งความหวังว่าต่อไปรัฐบาลของประเทศไหนๆจะสามารถกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้หมดไปได้ ในขณะที่ยังผลิตออกมาทุกวัน วันละจำนวนมาก
ดร. จิรพล บอกด้วยว่า คำเตือนที่ว่าอย่าเพิ่งมีลูกช่วงเวลานี้ ไม่ถือว่ารุนแรงเลย แต่เป็นการวางแผนรับมือภาวะโลกร้อนที่จำเป็นต้องทำมากที่สุด เพราะถึงเวลานั้น ลำพังพ่อแม่เองก็ต้องทนลำบากเผชิญกับความวิกฤตต่างๆมากมายอยู่แล้ว หากมีลูกพ่อแม่ก็จะต้องเพิ่มภาระดูแลลูกปกป้องลูกมากกว่าภาวะปกติหลายเท่าตัว เด็กจะอ่อนแอกว่าผู้ใหญ่ จึงแนะนำว่าอย่ามีลูกกันเลย
โลกร้อนทำทะเลเป็นกรด
อีกเรื่องที่น่าตกใจไม่แพ้กันคือ เรื่องภาวะทะเลกรด โดยภาวะโลกร้อน เกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นตัวหลักในก๊าซเรือนกระจก ยิ่งมีปริมาณก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้นเท่าไร ยิ่งมีส่วนเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเร็วยิ่งขึ้น ในปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นในชั้นนั้น ร้อยละ 48 ไม่ได้อยู่ในอากาศ แต่จะละลายลงไปอยู่ในน้ำ และเกือบทั้งหมดจะไปอยู่ในน้ำทะเล ทำให้ค่าความเป็นกรดด่างเปลี่ยนไปจากเดิมที่น้ำทะเลจะมีค่าค่อนไปทางด่างเล็กน้อย แต่คาร์บอนไดออกไซด์ที่ตกลงไปในน้ำจะเปลี่ยนทำให้น้ำทะเลมีสภาพเป็น “ทะเลกรด” ในที่สุด
ค่าความเป็นกรดด่างที่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยจะทำให้วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิตในทะเลจะเปลี่ยนไปด้วย จากการตรวจสอบพบว่าขณะนี้ค่าความเป็นกรดด่างในทะเลขยับจาก 8-8.1 ไปอยู่ที่ 7.8-7.9 แล้ว และมีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ หากว่าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ลดลงคาดว่า ภายในระยะเวลา 50 ปี นับจากนี้ ค่าความเป็นกรดด่างจะกลายเป็น 7.6 หรือมีความเป็นกรดมากขึ้นอย่างชัดเจนทำให้เกิดผลกระทบต่อกระบวนการสร้างเปลือกของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เช่น หอย ปะการัง เม่นทะเล ฯลฯ รวมถึงตัวอ่อนของสัตว์ทะเลและแพลงก์ตอนของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านธาตุอาหารในมหาสมุทร อันจะส่งผลกระทบด้านต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย
หิ้งน้ำแข็งทำน้ำท่วมโลก
ข่าวโลกร้อนส่งท้ายปี 2550 ที่เพิ่มดีกรีความร้อนให้วงการสิ่งแวดล้อม เมื่อนิตยสาร เจอนอล เนเจอร์ จีโอ ไซอัน ได้ตีพิมพ์งานวิจัยการศึกษา ระดับน้ำทะเลอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงของโลกและกระแสน้ำในมหาสมุทรจากอดีตถึงอนาคต พบว่า จากเดิมที่ คณะกรรมการสากลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือ ไอพีซีซี ได้สรุปรายงานการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศฉบับที่ 4 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาว่า ภายในปี ค.ศ. 2100 หรือ พ.ศ. 2643 ระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 32 นิ้ว หรือ ราว 88 เซนติเมตร จากปัจจัย 2 ประการ คือ การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก และการขยายตัวของน้ำในมหาสมุทรต่างๆ เป็นการคำนวณระดับการเพิ่มขึ้นของน้ำทะเลพลาดไป 1 เท่าตัว
เพราะไม่ได้เอาปัจจัยหิ้งน้ำแข็งมาโดยหิ้งน้ำแข็ง คือ น้ำแข็งที่ตกลงมาจากยอดเขาบริเวณขั้วโลกใต้ลงมาในทะเลรอบมหาสมุทรแอนตาร์กติก ซึ่งอุณหภูมิฤดูหนาวบริเวณขั้วโลกประมาณ –30 องศาเซลเซียสนั้น จะทำให้น้ำแข็งที่ตกลงมาไม่ละลายน้ำ แต่จะเกาะติดแน่นเป็นทางตามลาดไหล่เขาไปจนถึงบริเวณชายฝั่ง เมื่อถึงฤดูร้อนอุณหภูมิขั้วโลกจะลดเหลือประมาณ –10 องศาเซลเซียส เป็นเหตุให้หิ้งน้ำแข็งเหล่านั้นละลายมีปริมาตรหลายพันลูกบาศก์กิโลเมตร ซึ่งมากพอที่จะเพิ่มระดับน้ำทะเลให้สูงกว่าเดิมถึง 64 นิ้ว หรือ 163 เซนติเมตร ในปี ค.ศ.2100 หรือ พ.ศ.2643
ประชุมแก้ปัญหาโลกร้อน สุดเลื่อนลอย
ขณะเดียวกัน ผลการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 13 (COP13) และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 3 (CMP3) ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ล่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ยังไม่ยอมเข้าร่วมภาคีอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก 25-40% ที่ทุกชาติจะทำร่วมกัน ก็ยังไม่สามารถระบุเป็นพันธะกรณีสำคัญได้ โดยเป็นเพียงเชิงอรรถ หรือความเลื่อนลอยเท่านั้น
โลกร้อน คนไทยยังใจเย็น
ตัวการหลักที่ทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน คือ ภาคพลังงาน ประเทศที่ปล่อยพลังงานออกมาทำลายบรรยากาศโลกมากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา คือ 26% ของการปล่อยพลังงานทั้งหมด รองลงมาคือ จีน 19% แต่คาดว่า ประมาณปี 2552 จีนจะแซงหน้าอเมริกา ส่วนประเทศไทยแม้จะปล่อยเพียง 1% แต่คิดเป็นปริมาณเน็ตๆก็มากถึง 7,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี นับว่าสูงพอที่จะทำให้บรรยากาศภายในประเทศเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องอุณหภูมิที่สูงมากขึ้นทุกปี
ขณะที่โลกร้อนขึ้นทุกวัน แต่คนไทยยังใจเย็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีแต่การรณรงค์ แต่ไม่มีใครทำอะไร จริงจัง
ใจเย็นกันเหลือเกิน
|