
11 สิงหาคม 2550
วิบากกรรมเสือ100ตัว "ปลอดประสพ" แจงข้อหา ป.ป.ช.
ชุติมา นุ่นมัน
หมายเหตุ - เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตอธิบดีกรมป่าไม้ ได้เปิดแถลงข่าวกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า นายปลอดประสพมีความผิดวินัยร้ายแรง และความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในการอนุญาตให้บริษัท ศรีราชาไทเกอร์ ซู จำกัด ส่งออกเสือโคร่งจำนวน 100 ตัว ไปยังสวนสัตว์ซันหยา ไมตรี คอนเซ็ปท์ จำกัด สาธารณรัฐประชาชนจีน
ที่ต้องแถลงข่าวครั้งนี้ เนื่องจากถูกตัดสินให้ผิดทั้งๆ ที่ไม่ผิด ก่อนหน้านี้ไม่นาน อัยการพิเศษฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร เพิ่งจะแจ้งเรื่องมาว่าไม่สั่งฟ้องบริษัท ศรีราชาไทเกอร์ ซู จำกัด กรณีที่มีการครอบครองเสือ และเพาะเลี้ยงเสือไม่ถูกต้องแล้ว
มูลเหตุการกล่าวหาผมคือ เสือผิดกฎหมาย การที่ผมอนุญาตให้ส่งออกก็ผิดกฎหมายด้วย แต่การสอบสวนของ ป.ป.ช. ก่อนหน้านี้บอกว่า สวนเสือไม่ผิด แต่ตอนนี้กลับมาบอกว่าผมผิด ที่ไปอนุญาตให้เอกชนส่งออกสัตว์ป่าคุ้มครอง บอกว่าผมทำให้ราชการเสียหาย ผมพยายามคิดมาตลอดคืนว่าราชการเสียหายแปลว่าอะไร เพราะเสือที่ส่งไปนั้นเป็นเสือพันธุ์เบงกอล ไม่ได้เพ่นพ่านอยู่ในเมืองไทยเลย เป็นเสือที่มาจากการเพาะเลี้ยง เป็นสมบัติส่วนบุคคล เพาะเลี้ยงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เขาจะให้ใคร แจกใคร ก็เป็นสิทธิของเขา เสือในธรรมชาติ ไม่ได้เสียหายเลย แล้วมาสรุปว่าผมทำให้ราชการ ทำให้ทรัพยากรประเทศเสียหายได้อย่างไร
ในเอกสาร ป.ป.ช. สรุปออกมาว่า ผมทำผิดตามมาตรา 23 กับมาตรา 26 มาตราแรก ระบุว่า ห้ามส่งออก หรือนำเข้าสัตว์ป่าสงวน หรือสัตว์ป่าคุ้มครอง ยกเว้นได้รับการอนุญาตจากอธิบดี ผมก็เป็นอธิบดี อนุญาตได้ ส่วนมาตรา 26 ที่เป็นเรื่องต่อเนื่อง ระบุว่า ต้องนำสัตว์นั้นไปเพาะพันธุ์ ศึกษาวิจัยทางวิชาการ ตอนนี้เสือทั้ง 100 กว่าตัวก็อยู่สุขสบายเพาะพันธุ์มีลูกมีหลานมากมาย
ที่ทำทั้งหมดได้ศึกษาและปรึกษากับหลายฝ่ายแล้ว นักกฎหมายก็บอกทำได้ ให้กฤษฎีกา ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของรัฐบาลตีความแล้วว่าทำได้ อัยการก็บอกไม่ผิด กรรมการสอบวินัย ซึ่งใช้เวลาสอบผมถึง 7 เดือน ก็บอกว่าผมไม่ผิด เกษียณอายุแล้วกลับมานอนอยู่บ้านสบายใจมาก อยู่ๆ มาบอกว่าผมผิด
หลังจากนี้ผมจะทำเท่าที่ระเบียบกฎหมายเปิดโอกาสให้ทำ หากอุทธรณ์ได้ก็จะทำ และหากต้องถึงขนาดฟ้องศาลปกครองเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองก็จะทำ ยาวนานแค่ไหนก็รอได้ จะพยายามรักษาชีวิตเอาไว้เพื่อต่อสู้เรื่องนี้ในศาล และมั่นใจเต็มร้อยว่าขึ้นศาลที่ไหนกี่ศาลก็จะชนะ
ลำดับเหตุการณ์ คดีเสือ 100 ตัว
2 ตุลาคม 2545 นายปลอดประสพ สุรัสวดี ในฐานะอธิบดีกรมป่าไม้ลงนามอนุญาตให้บริษัท ศรีราชาไทเกอร์ ซู จำกัด ส่งออกเสือโคร่งจำนวน 100 ตัว เป็นตัวผู้ 56 ตัว ตัวเมีย 44 ตัว อายุระหว่าง 1-3 ปี ไปเพื่อการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ในกิจการสวนสัตว์ซันหยา ไมตรี คอนเซ็ปท์ จำกัด มณฑลไหหลำ ประเทศจีน โดยกรมป่าไม้เป็นผู้ส่งออกในนามบริษัท ศรีราชาฯ ตามมาตรา 26 พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535 และบริษัท ศรีราชาฯ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
หลังจากส่งเสือไปเรียบร้อยแล้ว กลุ่มเอ็นจีโอก็ออกมาเคลื่อนไหวให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะสงสัยว่าจะส่งเสือไปเพื่อการค้า ผิดกฎหมาย พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535 จนคณะอนุกรรมาธิการเพื่อการอนุรักษ์คุ้มครองสัตว์ป่าและพันธุ์พืชในคณะกรรมา ธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนฯออกมาเคลื่อนไหวตรวจสอบเรื่องนี้
26 มีนาคม 2546 นายสมชัย เพียรสถาพร อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และนายมานพ เลาห์ประเสริฐ หัวหน้าสำนัก อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (ไซเตส) เข้าชี้แจงเรื่องนี้ต่อคณะกรรมาธิการ พร้อมทั้งเชิญคณะกรรมาธิการไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่สวนสัตว์ซันหยาฯ ประเทศจีน
21 ธันวาคม 2546 นายศิริ หวังบุญเกิด ประธานคณะอนุกรรมการธิการ นำคณะเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่สวนสัตว์ซันหยาฯ ได้รับคำชี้แจงจากนายจี เฉิง ชิน หุ้นส่วนของบริษัทว่า ได้ลงทุนสั่งซื้อเสือโคร่งจากบริษัท ศรีราชาฯ จำนวน 100 ตัว ในราคาตัวละ 1 แสนบาท รวมเป็นเงิน 10 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม นายจี เฉิง ชิน ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนสัตว์ และคาดว่าจะคืนทุนที่ลงทุนไปประมาณ 800 ล้านบาท ภายใน 4-5 ปี คณะอนุกรรมาธิการจึงสรุปว่า การส่งเสือ 100 ตัวไปจีน เป็นการดำเนินโดยภาคเอกชน ใช่กระทำโดยราชการ และมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า มิใช่เพื่อการวิจัยค้นคว้าทางวิชาการ
24 ธันวาคม 2546 นายพนัส ทัศนียานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถึงผลการตรวจสอบเรื่องเสือ 100 ตัว ว่า การอนุญาตส่งเสือดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย ส่วนข้อกล่าวหามีการอ้างอิงข้อกฎหมายและการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ผิดพลาด ควรจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน
 ปลอดประสพ สุรัสวดี (ภาพจาก คมชัดลึก) |
หลังได้รับข้อสรุปจากทั้ง 2 สภา นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เสนอเรื่องไปยังสำนักนายกฯให้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ จนมีการแต่งตั้ง พล.ต.ท.จุมพล มั่นหมาย ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นประธานตรวจสอบข้อเท็จจริง
ด้านนายปลอดประสพได้ออกตอบโต้ข้อกล่าว หามาตลอดว่า ถูกกลั่นแกล้ง เพราะตั้งแต่มี พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535 จนถึงปี 2546 มีการส่งสัตว์ตามมาตรา 26 ไปทั้งสิ้น 11 ครั้ง ซึ่งก็มีการตั้งกรรมการตรวจสอบอะไร พร้อมระบุว่า นายกฯ ก็ยันยืนยันใน ครม. ว่าได้ส่งไปเพื่อการค้า แล้วใครจะมาใหญ่กว่านายกฯ
30 มิถุนายน 2547 คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงสรุปผลการสอบสวนว่า การส่งออกเสือไปจีนเข้าข่ายน่าเชื่อว่า มิใช่เป็นการกระทำเพื่อกิจการเพาะพันธุ์หรือเพื่อกิจการสวนสัตว์สาธารณะของตน แต่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในสัตว์ป่าคุ้มครองไปเป็นของบุคคลอื่น เข้าข่ายตามบทนิยมของมาตรา 4 ของคำว่า "ค้า"
18 มีนาคม 2548 สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ส่งผลสอบสวนทางวินัยร้ายแรงของนายปลอดประสพ คณะกรรมการมีความเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการสอบสวน ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่านายปลอดประสพทำผิดอย่างที่ถูกกล่าวหา
28 มิถุนายน 2550 สำนักอัยการพิเศษฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร มีคำสั่งไม่ฟ้องบริษัท ศรีราชาไทเกอร์ ซู จำกัด
9 สิงหาคม 2550 ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า นายปลอดประสพมีความผิดวินัยร้ายแรง และความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในการอนุญาตให้บริษัท ศรีราชาไทเกอร์ ซู จำกัด ส่งออกเสือโคร่งจำนวน 100 ตัว ไปยังสวนสัตว์ซันหยา ไมตรี คอนเซ็ปท์ จำกัด ซึ่งเป็นสวนสัตว์ของเอกชน สาธารณรัฐประชาชนจีน
นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการ ป.ป.ช.
ป.ป.ช. ไม่มีการตั้งธง เอาผิดหรือกลั่นแกล้งใคร
การลงมติ ป.ป.ช. เป็นการตีความในเรื่องอำนาจของอธิบดีกรมป่าไม้ ในการลงนามอนุมัติให้มีการส่งเสือตามมาตรา 26 ของ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน เพราะเจ้าของบริษัท ไทเกอร์ ซู เป็นหุ้นส่วนใหญ่ในสวนสัตว์ซอนย่า ประเทศจีน ส่วนกรณีที่นายปลอดประสพอ้างว่าเป็นการร้องขอจากประธานาธิบดีจีนนั้น จากการตรวจสอบในชั้นคณะอนุกรรมการ ไม่พบว่ามีการทำเป็นหนังสือราชการจากรัฐบาลจีน มายังรัฐบาลไทย เพราะถ้ามีหลักฐานเรื่องก็จบ และในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายปลอดประสพ ไม่เคยระบุถึงประเด็นนี้ แต่หากจะมีการส่งหลักฐานหนังสือดังกล่าวมาให้ ป.ป.ช. ก็พร้อมพิจารณา แต่เนื้อหาอาจจะมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพราะในชั้นนี้ ป.ป.ช. ได้ลงมติชี้มูลความผิดไปแล้ว
ขอยืนยันว่าการพิจารณาคดีนี้ ป.ป.ช. ไม่มีการตั้งธง เพื่อที่จะเอาผิด หรือกลั่นแกล้ง และไม่พิจารณาแบบสุกเอาเผากิน แต่ที่ประชุมได้พิจารณาอย่างรอบคอบ ตามเอกสาร หลักฐาน และข้อกฎหมาย เพราะรู้ว่านายปลอดประสพเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
ที่มา
|