แมวชอฟรัวอาศัยได้ในพื้นที่หลายแบบ พบได้ตั้งแต่ทุ่งหญ้าปัมปัสทั้งที่ราบและตีนเขา ป่าละเมาะที่มีหินระเกะระกะ ป่าไม้พุ่มชาโก ป่าไม้แล้ง จนถึงทะเลทรายเกลือในอาร์เจนตินา แต่ไม่พบในป่าฝนเขตร้อนและป่าไม้ใบกว้างทางตอนใต้ มักเลี่ยงพื้นที่เปิดโล่ง พบได้ที่ความสูงตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึง 3,300 เมตร ในโบลิเวีย อาร์เจนตินา ปารากวัย และบราซิล พบได้ในแถบตีนเขาในเทือกเขาแอนดีสด้านปาตาโกเนีย แต่ไม่พบในป่าพืชเมล็ดเปลือยซึ่งมีตัวคอดคอด (Oncifelis guigna) อยู่ เขตกระจายพันธุ์แผ่ไปทางใต้ไกลถึงช่องแคบแมเจเลน นับเป็นแมวที่มีเขตกระจายพันธุ์ใกล้ขั้วโลกใต้ที่สุด (เท่ากับเสือพูมา) พื้นที่ส่วนใหญ่ที่แมวชอฟรัวอยู่มักมีแมวปัมปัสอยู่ด้วย
อุปนิสัย
แมวชอฟรัวหากินเวลากลางคืนเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเวลากลางวันหลับพักผ่อนอยู่บนกิ่งไม้เตี้ย ๆ หรือในพุ่มไม้ทึบ อาหารหลักได้แก่นกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก เช่นหนู หนูตะเภา อะกูตี กบ ปลา กิ้งก่า และแมลง และเคยพบว่ามันลากกระต่ายป่ายุโรปขึ้นไปบนต้นไม้ด้วย
แมวชนิดนี้ใช้พื้นที่หากินน้อย จากการติดตามแมวชอฟรัวตัวผู้เต็มวัยห้าตัวทางวิทยุพบว่า พื้นที่หากินกว้างประมาณ 9.21 ตารางกิโลเมตร ส่วนตัวเมียตัวหนึ่งมีพื้นที่ 5.16 ตารางกิโลเมตร ส่วนอีกตัวหนึ่งมีพื้นที่ 2.33 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ของตัวเมียจะซ้อนทับกันแต่ของตัวผู้จะไม่ซ้อนทับกัน คาดว่าความหนาแน่นของประชากรในพื้นที่ที่ดีที่สุดอยู่ที่ประมาณ 1.2 ตัวต่อ 10 ตารางกิโลเมตร (รวมลูก) ส่วนในทุ่งหญ้าสลับป่าไม้พุ่มมีความหนาแน่นประชากรประมาณ 0.7 ตัวต่อ 10 ตารางกิโลเมตร
เนื่องจากใช้พื้นที่หากินน้อยและจับเหยื่อได้หลายประเภท จึงมีจำนวนประชากรอยู่มาก ความจริงแมวชอฟรัวเป็นแมวป่าที่มีประชากรมากที่สุดในอเมริกาใต้
แมวชอฟรัวมักพบอยู่บนพื้นดินมากกว่าบนต้นไม้ แต่ก็ปีนป่ายและว่ายน้ำได้เก่ง ลูกแมวที่อายุเพียง 6 สัปดาห์ก็ปีนป่ายได้อย่างคล่องแคล่วโดยไม่กลัวความสูงเลย คนพื้นเมืองเล่าว่าแมวชนิดนี้ไม่กลัวน้ำ แม้ชื่อพื้นเมืองที่นี่คือ "gato montes" ซึ่งแปลว่าแมวภูเขาก็ตาม แต่บางครั้งชาวบ้านก็เรียกแมวชนิดนี้ว่า "เสือปลา" เหมือนกัน ในอุทยานแห่งชาติตอเรสเดลไปย์เนในชิลีเคยพบว่าแมวชอฟรัวตัวหนึ่งว่ายข้ามลำน้ำเชี่ยวที่กว้าง 30 เมตรไม่น้อยกว่า 20 ครั้ง
ภัยคุกคาม
เมื่อเทียบกับแมวชนิดอื่นในอเมริกาใต้ แมวชนิดนี้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ค่อนข้างดี ดังนั้นเมื่อถิ่นที่อยู่อาศัยถูกรบกวน แทนที่จะย้ายออกไปหาที่อยู่ใหม่ กลับยังคงอยู่ที่เดิมและอาศัยประโยชน์จากการที่สัตว์ล่าเหยื่อชนิดอื่นหายไป ด้วยเหตุนี้แมวชอฟรัวจึงถูกดักและจับไปเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงได้ง่าย บางท้องที่ถึงกับเลี้ยงไว้จับหนูเหมือนแมวบ้าน บางครั้งถูกชาวบ้านกำจัดทิ้งเนื่องจากเป็นอันตรายต่อเป็ดไก่ที่เลี้ยงไว้ ยิ่งกว่านั้น ชาวบ้านบางแห่งก็ถือว่าแมวชอฟรัวเป็นอาหารจานเด็ด
แมวชอฟรัวเป็นแมวป่าที่ถูกล่ามากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก เฉพาะในประเทศอาร์เจนตินาประเทศเดียว มีการซื้อขายหนังแมวชอฟรัวมากถึง 350,000 ผืนในช่วงปี 2519-2522 แม้เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1980 การค้าขายก็ยังมีอยู่มากเนื่องจากการค้าขายหนังโอเซลอตน้อยลงเหลือปีละ 55,000 ผืนในช่วงปี 2523-2527 ด้วยเหตุนี้จำนวนประชากรของแมวชอฟรัวจึงลดลงไปอย่างมาก แม้การค้าขนสัตว์จะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ขนแมวชอฟรัวก็ยังพบได้ในตลาดในปารากวัยและอุรุกวัย ปัจจุบันคาดว่ายังมีการซื้อขายหนังแมวชอฟรัวถึงปีละ 150,000 ผืน แต่เป็นไปได้ที่หนังแมวชอฟรัวที่มีการค้าขายอยู่นี้มาจากการฆ่าในฐานะสัตว์รบกวนและสัตว์ที่คุกคามสัตว์เลี้ยงเป็นส่วนใหญ่
ในระยะหลังเริ่มมีภัยคุกคามชนิดใหม่เกิดขึ้นมาสำหรับแมวชนิดนี้ นั่นก็คือนักเพาะพันธุ์แมวแปลก จากความต้องการของคนเลี้ยงแมวที่อยากเห็นแมวพันธุ์แปลกใหม่ จึงมีความพยามยามที่จะนำแมวชอฟรัวแท้ผสมกับแมวบ้านหลายสายพันธุ์ แมวสายเลือดใหม่นี้มีชื่อว่า แมวซาฟารี ความต้องการนี้ทำให้แมวชอฟรัวพันธุ์แท้ต้องเสียโอกาสในการให้กำเนิดลูกหลานที่เป็นสายเลือดแท้ของตัวเองไป