แมวภูเขาแอนดีสเป็นแมวที่นักวิทยาศาสตร์รู้จักน้อยที่สุดชนิดหนึ่งเนื่องจากหาตัวยากมาก มีหนังและกะโหลกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ให้ศึกษาเพียงไม่กี่ผืน โลกวิทยาศาสตร์รู้จักแมวภูเขาแอนดีสเมื่อปี ค.ศ. 1865 แต่กว่าที่นักวิทยาศาสตร์จะพบเห็นตัวจริงก็ล่วงมาถึงปี พ.ศ. 2523 เมื่อนักวิทยาศาสตร์สองคนสังเกตและถ่ายภาพแมวชนิดนี้เป็นเวลาสองชั่วโมง ข้อมูลด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับแมวภูเขาแอนดีสที่มีอยู่ในปัจจุบันล้วนได้มาจากการสังเกตการณ์เพียงสองชั่วโมงครั้งนั้น หลังจากครั้งนั้นนักวิทยาศาสตร์ทั้งสองได้พยายามที่จะค้นหาตัวอีกถึงกว่า 30 ครั้งแต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง กว่าจะมีรายงานพบเห็นและถ่ายภาพได้อีกครั้งก็ล่วงมาถึงปี พ.ศ.2542 นั่นแสดงถึงจำนวนประชากรที่น้อยและลึกลับของแมวชนิดนี้
อาหารหลักคือตัวชินชิลลา (หากินกลางคืน) และวิสคาชาภูเขา (หากินกลางวัน) คาดว่าอาจกินสัตว์เล็กชนิดอื่นด้วย เช่นสัตว์ฟันแทะชนิดอื่นและนก แต่ยังไม่เป็นที่ยืนยัน เขตหากินของแมวภูเขาแอนดีสดูเหมือนว่าจะพอดีกับเขตกระจายพันธุ์ของสัตว์ฟันแทะที่เป็นอาหารด้วย แม้สัตว์ฟันแทะพวกนี้จะวิ่งหนีได้อย่างคล่องแคล่วและสามารถอาศัยก้อนหินตามทางให้เป็นประโยชน์ในการถีบเพื่อเบี่ยงทิศทางวิ่งอย่างกระทันหันได้ แต่แมวภูเขาแอนดีสก็รับมือกับสถานการณ์นี้ได้เนื่องจากมีหางยาวที่ช่วยในการรักษาสมดุลของร่างกายขณะวิ่งไล่กวดได้เป็นอย่งดี
ภัยที่คุกคาม
แมวภูเขาแอนดีสมีจำนวนประชากรน้อยและความหนาแน่นต่ำ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นเหตุธรรมชาติหรือมีมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญ บางทีแมวชนิดนี้อาจมีประชากรไม่น้อยแต่การสำรวจไม่ทั่วถึงจึงไม่ค่อยมีโอกาสพบเห็น
เนื่องจากแมวชนิดนี้อาศัยอยู่บนภูเขาสูงของเทือกเขาแอนดีสซึ่งห่างไกลผู้คน จึงไม่ถูกคุกคามในเรื่องที่อยู่อาศัยมากนัก ภัยคุกคามสำคัญคือการล่าทางอ้อม เหยื่อของแมวภูเขาแอนดีสมีจำกัด การล่าตัวชินชิลลาและวิสคาชามากเกินไปทำให้แมวชนิดนี้ต้องพลอยลำบากไปด้วย นอกจากนี้การที่ชาวเขานำสัตว์เลี้ยงเช่น แพะ แกะ ไปกินหญ้าบนเขาทำให้ประชากรของสัตว์ฟันแทะขนาดใหญ่ซึ่งเป็นอาหารของแมวชนิดนี้ลดจำนวนลงได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ก็เป็นปัญหาเฉพาะที่เท่านั้น ไม่มีผลกระทบในวงกว้าง
แม้จะพบหนังของแมวภูเขาแอนดีสในตลาดขนสัตว์บ้าง แต่การล่าก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่คุกคามการอยู่รอดของสายพันธุ์ และไม่มีบันทึกการค้าขายขนของแมวชนิดนี้ข้ามชาติ