
| ชื่อไทย | แมวภูเขาแอนดีส |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ | |
| ชั้น | |
| อันดับ | |
| วงศ์ | |
| วงศ์ย่อย | |
| สกุล | |
| ชื่ออื่น | อังกฤษ : Andean Mountain Cat, Andean highland cat, mountain cat, Andean cat ฝรั่งเศส : chat des Andes เยอรมัน : Andenkatze, Bergkatze สเปน : chinchay, gato andino, gato lince, osjo โบลิเวีย : gato montés altiplánico, titi ชิลี : gato montés andino เปรู : osjo |
แมวภูเขาแอนดีสเป็นแมวที่นักวิทยาศาสตร์รู้จักน้อยที่สุดชนิดหนึ่งเนื่องจากหาตัวยากมาก มีหนังและกะโหลกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ให้ศึกษาเพียงไม่กี่ผืน โลกวิทยาศาสตร์รู้จักแมวภูเขาแอนดีสเมื่อปี ค.ศ. 1865 แต่กว่าที่นักวิทยาศาสตร์จะพบเห็นตัวจริงก็ล่วงมาถึงปี พ.ศ. 2523 เมื่อนักวิทยาศาสตร์สองคนสังเกตและถ่ายภาพแมวชนิดนี้เป็นเวลาสองชั่วโมง ข้อมูลด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับแมวภูเขาแอนดีสที่มีอยู่ในปัจจุบันล้วนได้มาจากการสังเกตการณ์เพียงสองชั่วโมงครั้งนั้น หลังจากครั้งนั้นนักวิทยาศาสตร์ทั้งสองได้พยายามที่จะค้นหาตัวอีกถึงกว่า 30 ครั้งแต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง กว่าจะมีรายงานพบเห็นและถ่ายภาพได้อีกครั้งก็ล่วงมาถึงปี พ.ศ.2542 นั่นแสดงถึงจำนวนประชากรที่น้อยและลึกลับของแมวชนิดนี้
แมวภูเขาแอนดีสเป็นแมวที่สวยงามมาก ตัวใหญ่กว่าแมวบ้านเล็กน้อย ดูหนาบึกบึน หนักราว 4 กิโลกรัม ลำตัวยาว 24 นิ้ว ขนหนาฟู นุ่ม ละเอียด สีเทาอมเงิน ขนบริเวณหลังยาวได้ถึงสองนิ้ว ลวดลายลำตัวไม่เด่นชัด บริเวณด้านข้างลำตัวมีลายดอกสีสนิม มีแถบสีเข้มลายเส้นพาดจากหลังไปข้างลำตัว ใต้ท้องขนหนามากสีซีดและมีจุดดำประปราย มีแถบสีเทาเข้มพาดผ่านหน้าอกและขาหน้ามองเห็นชัดเจน ใบหูใหญ่กลม หลังใบหูสีเทาเข้ม จมูกสีดำ ขาสั้น ตีนใหญ่มีลายจุดและแถบ อุ้งตีนสีเทาอมน้ำตาล หางฟูฟ่อง ยาวประมาณสองในสามของลำตัว มีลายสีน้ำตาลเข้มเป็นปล้อง 7 ปล้อง ปลายหางสีดำ
แมวภูเขาแอนดีสมีโหนกใต้หูขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ไม่พบในสัตว์ตระกูลแมวชนิดอื่น ลักษณะเช่นนี้มักพบในสัตว์ที่อาศัยในที่แห้งแล้งและเปิดโล่งชนิดอื่นด้วย
แมวภูเขาแอนดีสอาศัยในพื้นที่ที่เป็นทุ่งหินแห้งแล้ง ที่ระดับความสูง 3,000-4,000 เมตร ระดับความสูงพ้นแนวไม้ยืนต้น มีเพียงไม้พุ่มและหญ้าที่ขึ้นเป็นหย่อมเท่านั้น พบในที่สูงของเทือกเขาแอนดีส ในภาคใต้ของเปรู ภาคกลางและตะวันตกของโบลิเวีย ตะวันตกเฉียงเหนือของอาร์เจนตินาและชิลี
เขตกระจายพันธุ์ของแมวภูเขาแอนดีส (ซ้าย) ลักษณะพื้นที่ที่พบแมวภูเขาแอนดีส (ขวา) (ภาพจาก http://www.wildcatconservation.org)
ข้อมูลด้านพฤติกรรมของแมวชนิดนี้มีน้อยมาก บันทึกครั้งหนึ่งที่ระดับความสูง 4,250 เมตร แมวภูเขาแอนดีสตัวหนึ่งเดินตามคนเป็นเวลานานถึงสองชั่วโมงในช่วงสาย เดินตามหลังคนประมาณ 15-50 เมตรและดูเหมือนไม่กลัวคน และพบว่าแมวตัวนั้นกินน้ำจากน้ำแข็งที่ละลาย
วิสคาชาภูเขา อาหารหลักของแมวภูเขาแอนดีส (ภาพจาก http://www.wildcatconservation.org)
อาหารหลักคือตัวชินชิลลา (หากินกลางคืน) และวิสคาชาภูเขา (หากินกลางวัน) คาดว่าอาจกินสัตว์เล็กชนิดอื่นด้วย เช่นสัตว์ฟันแทะชนิดอื่นและนก แต่ยังไม่เป็นที่ยืนยัน เขตหากินของแมวภูเขาแอนดีสดูเหมือนว่าจะพอดีกับเขตกระจายพันธุ์ของสัตว์ฟันแทะที่เป็นอาหารด้วย แม้สัตว์ฟันแทะพวกนี้จะวิ่งหนีได้อย่างคล่องแคล่วและสามารถอาศัยก้อนหินตามทางให้เป็นประโยชน์ในการถีบเพื่อเบี่ยงทิศทางวิ่งอย่างกระทันหันได้ แต่แมวภูเขาแอนดีสก็รับมือกับสถานการณ์นี้ได้เนื่องจากมีหางยาวที่ช่วยในการรักษาสมดุลของร่างกายขณะวิ่งไล่กวดได้เป็นอย่งดี
เนื่องจากมีข้อมูลภาคสนามน้อยและไม่มีตัวในแหล่งเพาะเลี้ยง จึงยังไม่ทราบข้อมูลด้านชีววิทยาของแมวภูเขาแอนดีส
แมวภูเขาแอนดีสมีจำนวนประชากรน้อยและความหนาแน่นต่ำ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นเหตุธรรมชาติหรือมีมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญ บางทีแมวชนิดนี้อาจมีประชากรไม่น้อยแต่การสำรวจไม่ทั่วถึงจึงไม่ค่อยมีโอกาสพบเห็น
เนื่องจากแมวชนิดนี้อาศัยอยู่บนภูเขาสูงของเทือกเขาแอนดีสซึ่งห่างไกลผู้คน จึงไม่ถูกคุกคามในเรื่องที่อยู่อาศัยมากนัก ภัยคุกคามสำคัญคือการล่าทางอ้อม เหยื่อของแมวภูเขาแอนดีสมีจำกัด การล่าตัวชินชิลลาและวิสคาชามากเกินไปทำให้แมวชนิดนี้ต้องพลอยลำบากไปด้วย นอกจากนี้การที่ชาวเขานำสัตว์เลี้ยงเช่น แพะ แกะ ไปกินหญ้าบนเขาทำให้ประชากรของสัตว์ฟันแทะขนาดใหญ่ซึ่งเป็นอาหารของแมวชนิดนี้ลดจำนวนลงได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ก็เป็นปัญหาเฉพาะที่เท่านั้น ไม่มีผลกระทบในวงกว้าง
แม้จะพบหนังของแมวภูเขาแอนดีสในตลาดขนสัตว์บ้าง แต่การล่าก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่คุกคามการอยู่รอดของสายพันธุ์ และไม่มีบันทึกการค้าขายขนของแมวชนิดนี้ข้ามชาติ
ไอยูซีเอ็นประเมินสถานภาพของประชากรของแมวภูเขาแอนดีสว่าอยู่ในระดับอันตรายและมีแนวโน้มลดจำนวนลง (2550) กฎหมายทุกประเทศในเขตกระจายพันธุ์ให้การคุ้มครอง ไซเตสจัดแมวชนิดนี้ไว้ในบัญชีหมายเลข 1
อาร์เจนตินา, โบลิเวีย, ชิลี, เปรู